dot
dot
ท็อป เอเซีย ฮอลิเดย์ ได้รับรางวัลบริษัททัวร์ได้รับมาตราฐานจากกระทรวงการท่องเที่ยว ปี 2015-2016
dot
bulletรู้จัก ท็อปเอเซียฮอลิเดย์
dot
dot
dot
ค้นหาทัวร์

dot
dot
ทัวร์อเมริกา - แคนาดา
dot
dot
ทัวร์แอฟริกา
dot
dot
ทัวร์โอเชียเนีย
dot
dot
ทัวร์เอเซีย
dot
ทัวร์ศรีลักา
dot
ทัวร์ยุโรป
dot
dot
แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว
dot
bulletอเมริกา
bulletออสเตรีย
bulletรัสเซีย
bulletลิทัวร์เนีย
bulletอิตาลี
bulletแอฟริกาใต้
bulletโมร็อคโค
bulletเยอรมนี
bulletเช็ก
bulletฮังการี
bulletฝรั่งเศส
bulletดูไบ
bulletโปรตุเกส
bulletเนเธอร์แลนด์
bulletตุรกี
bulletอังกฤษ
bulletลักเซมเบิร์ก
bulletเบลเยี่ยม
bulletสวิตเซอร์แลนด์
bulletสเปน
bulletสก็อตแลนด์
bulletลัตเวีย
bulletนิวซีแลนด์
bulletออสเตรเลีย
bulletมองโกเลีย
bulletศรีลังกา
bulletเนปาล
bulletเวียดนาม
bulletอินเดีย
bulletมาเลเซีย
bulletปากีสถาน
bulletลาว
bulletMaldives
bulletเกาหลี
bulletสิงคโปร์
bulletภูฏาน
bulletอินโดนีเซีย
bulletไต้หวัน
bulletญี่ปุ่น
bulletกัมพูชา
bulletฟิลิปปินส์
bulletฮ่องกง
bulletจีน
bulletบรูไน
bulletมาเก๊า
bulletบาหลี
bulletพม่า
dot

dot
bulletรูปภาพความประทับใจ
bulletใบตอบรับการเดินทาง
bulletเกี่ยวกับเรา
bulletแบบฟอร์มการจองทัวร์
dot
TOP ASIA HOLIDAYS TEL 024164988
dot
dot
OUR PARTNER
อีเมล :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot




IND ทัวร์สำรวจฮินดูสถานไฮเวย์ 10 วัน

IND ทัวร์สำรวจฮินดูสถานไฮเวย์ 10 วัน

โดยสายการบิน แอร์ อินเดีย

 

 

โปรแกรมการเดินทาง

ดาวน์โหลดโปรแกรม :  

กำหนดการเดินทาง :

วันเดินทาง ระยะเวลา รหัสทัวร์ สายการบิน ราคา (เริ่มที่) สถานะ
2016 -  -  10 วัน  IND AI  64,900.-   ติดต่อเรา

วันแรก  กรุงเทพฯ  – นิวเดลี จันดิการ์ห

06.30 น.

คณะพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออก ชั้น 4 ประตูทางเข้าที่ 10 แถว W เคาน์เตอร์สายการบิน Air India เจ้าหน้าที่บริษัทฯ คอยให้การต้อนรับ

08.55 น.

ออกเดินทางสู่ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยสายการบิน Air India เที่ยวบินที่ AI 333 (ใช้เวลาบินประมาณ 5 ชม.)

12.00 น.

ถึงท่าอากาศยานอินทิรา คานธี ประเทศอินเดีย (เวลาท้องถิ่นประเทศอินเดีย ช้ากว่าประเทศไทย 1.30 ชั่วโมง) นำท่านผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง

กลางวัน

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร นำท่านเดินทางไป สถานีรถไฟเดลี เพื่อขึ้นรถไฟสาย Kalka Shatabdi Express ไปเมืองจันดิการ์ห

17.15 น.

ออกเดินทางสู่ เมืองจันดิการ์ห โดยรถไฟสาย Kalka Shatabdi Express (ปรับอากาศ)

20.40 น.

เดินทางถึงเมืองจันดิการ์ห นำท่านเข้าโรงแรมที่พัก

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

พักที่

Hotel Sun Park หรือเทียบเท่า

วันที่สอง : จันดิการ์หมานาลี

เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

นำท่านออกเดินทางสู่ เมืองมานาลี (Manali) ระยะทาง 300 กม. ใช้เวลาประมาณ 9 ชม. เมืองมานาลี (Manali) ตั้งอยู่ทางด้านตอนเหนือของรัฐหิมาจัลประเทศ มีความสูง 2,050 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มานาลีเป็นเมืองธรรมชาติเล็กๆ ที่น่ารักในอ้อมกอดของหิมาลัย มานาลีมีความหมายว่า ที่พำนักของพระมนูหรือ Home of Manu ตามตำนานเล่าว่า Manu เป็นคนเดียวในเทพนิยายของศาสนาฮินดู ที่รอดชีวิตจากอุทกภัยครั้งใหญ่ เขาเดินทางมาถึงเมืองมานาลี และสร้างมวลมนุษย์ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เมืองมานาลียังมีชื่อเรียกอีกว่าเป็น หุบเขาแห่งเทพเจ้า (Valley of the Gods) ตามความเชื่อของชาวพื้นเมือง เมืองมานาลีในอดีตถูกค้นพบโดยนักเดินทาง และเคยเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญในบริเวณหุบเขาคุลลู (Kullu Valley) เป็นแหล่งเพาะปลูกแอ๊ปเปิ้ล และแหล่งผลิตผ้าคลุมไหล่ขนสัตว์ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของอินเดีย สภาพภูมิประเทศของมานาลี เป็นป่าสนสวยงาม ไม่มีที่ราบ บ้านเรือนปลูกเกาะอยู่กับภูเขาลดหลั่นกันไป เมืองนี้เป็นสถานที่ยอดนิยมในการมาฮันนีมูนของคู่แต่งงาน รวมทั้งเป็นสถานที่สำหรับเล่นกีฬาผจญภัยต่างๆ เช่น สกี เดินป่า ล่องแก่ง โดดร่ม เป็นต้น

กลางวัน

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

 

จากนั้น เดินทางต่อ ระหว่างทาง นอกจากท่านจะได้ชื่นชมธรรมชาติที่งดงามแล้ว ท่านยังจะได้พบเห็นวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น แวะชมหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา ผ่านท้องทุ่งดอกไม้ สวนแอ๊ปเปิ้ล แม่น้ำลำธาร และขุนเขา ที่จะทำให้ท่านเพลิดเพลินจนหลับไม่ลง

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

นำเข้าสู่ที่พัก โรงแรม Hotel Snow Crest หรือเทียบเท่า

วันที่สาม : มานาลี

เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

นำท่านชม วัดยักษีเทวีฮาดิมบา (Hadimba Devi Temple) วัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในมานาลี สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1553 เพื่อถวายแด่เทพธิดาฮาดิมบา ตามตำนานในมหากาพย์ภารตะ ภีมะ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของฝ่ายปาณฑพได้ฆ่ายักษ์ร้ายฮาดิมลง แล้วแต่งงานกับฮาดิมบา น้องสาวของยักษ์ร้าย ซึ่งต่อมาเธอได้รับการยกย่องเป็นเทพธิดา ตัววัดสร้างด้วยไม้แกะสลัก รูปแบบหลังคาซ้อนลดหลั่นเป็นชั้นๆ คล้ายวัดแบบญี่ปุ่น ตั้งเด่นอยู่กลางวงล้อมของป่าสนเขาเขียวครึ้ม สงบร่มเย็น จากนั้น ชม วัดมนู (Manu Temple) ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าของมานาลี สร้างเพื่อถวายแด่ฤษีมานุ ผู้สร้างสิ่งมีชีวิตและมวลมนุษย์ขึ้นใหม่ หลังจากน้ำท่วมโลก วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเคารพสักการะของชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนิยมมาขอพรและประกอบพิธีกรรมต่างๆ วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งของแม่น้ำบีอัส (Beas River) เป็นจุดที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของมานาลี ที่ท่านไม่ควรพลาดชม ชม วัดวสิษฐ์ (Vashisht Temple) วัดฮินดูที่มีชื่อเสียงในเมืองมานาลี ภายในวัดมีบ่อน้ำพุร้อน ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนที่นี่ มีไว้ให้บริการแช่น้ำร้อน แบบเตอร์กิช บาธ โดยแบ่งแยกชายหญิง ใกล้กันมีวัดที่สร้างด้วยหิน อุทิศแด่ฤษีวสิษฐ์ (Vashishta Muni) และ วัดพระราม (Rama Temple) ซึ่งมีนักบวชชาวไทย ชื่อ Bamboo baba อาศัยอยู่มานานหลายสิบปี ท่านต้องฝึกภาษาฮินดี ศึกษาศาสนาฮินดู จนสำเร็จเป็น baba ได้ 

กลางวัน

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

 

นำท่านชม ปราสาทนักการ์ (Naggar Castle) ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำบีอัส (Beas River) ที่ระดับความสูง 1,851 เมตร สร้างขึ้นในราวปี ค.ศ. 1460 เพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อนในสมัยกษัตริย์ราชา สิทธิ์ ซิงค์ (Raja Sidh Singh) ซึ่งปกครองในหุบเขาคุลลู ต่อมาเมื่ออินเดียอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ พระราชวังจึงถูกเปลี่ยนมือ และตกทอดมายังเจ้าของปัจจุบัน ซึ่งได้เปลี่ยนเป็นโรงแรม ลักษณะเด่นของปราสาทนักการ์ คือ เป็นสถาปัตยกรรมท้องถิ่นแบบดั่งเดิมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งอยู่บนทำเลที่เห็นวิวหุบเขาคุลลูและแม่น้ำบีอัสอันงดงาม ชม พิพิธภัณฑ์โรริช (Roerich Art Gallery) ซึ่งสะสมผลงานของศิลปินวาดภาพชาวรัสเซีย ชื่อ นิโคลัส โรริช (Nicholas Roerich) ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1874 – 1947 เขาได้วาดภาพเกี่ยวกับธรรมชาติ และวิวทิวทัศน์ในแถบทิเบตและเทือกเขาหิมาลัย รวมทั้งแต่งบทกวีอีกมากมาย จากนั้น พาท่านชม หมู่บ้านนักการ์ (Naggar Village) ในหุบเขาคุลลู ครั้งหนึ่งนักการ์เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรคุลลู (Kullu) หมู่บ้านอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขาที่งดงามตระการตา มีน้ำตกและหิมะปกคลุมในหน้าหนาว หมู่บ้านนี้มีชื่อเสียงในด้านมรดกทางวัฒนธรรม และรูปแบบสถาปัตยกกรรมที่มีเอกลักษณ์ นำท่านสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนบนเขาสูง ชมวัดเก่าแก่ในหมู่บ้าน อาทิ วัดกูริห์ ชานการ์ แมนดีร์ (Gauri Shankar Mandir) ซึ่งสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 และ 12 , วัดพระวิศณุ (Vishnu Temple), วัดตรีปุระ ซันดีร์ เทวี (Tripura Sundri Devi Temple) และวัดพระกฤษณะ (Lord Krishna Temple) เป็นต้น รูปแบบของวัดเหล่านี้เป็นแบบศิขระและแบบเจดีย์ สร้างด้วยไม้และหินแกะสลักที่อ่อนช้อยงดงาม

 

นำท่านเดินเล่นที่ ตลาดมานาลี อิสระให้ท่านช๊อปปิ้ง สนุกกับการต่อรองราคาสินค้า เพลิดเพลินกับภาพวิถีชีวิตของผู้คน และสีสันของผักผลไม้ และเครื่องเทศมากมาย ที่วางอวดสีสันให้ท่านเก็บภาพอย่างจุใจ และประทับใจกับมิตรภาพและรอยยิ้มของชาวบ้านที่มีให้กับผู้มาเยือน

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารในโรงแรม

 

นำเข้าสู่ที่พัก โรงแรม Hotel Snow Crest หรือเทียบเท่า

วันที่สี่ : มานาลี - ช่องเขาโรทังและคุนซุม - คาซ่า

เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

ออกเดินทางสู่ เมืองคาซ่า (Kaza) ระยะทางประมาณ 200 กม. ใช้เวลาประมาณ 10 ชม. คาซ่า (Kaza) เมืองหลวงของหุบเขาสปิติ สวรรค์ของนักผจญภัยและผู้รักธรรมชาติ มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,600 เมตร เมืองคาซ่าอยู่ในที่ราบสูงธิเบต มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม 360 องศา มหัศจรรย์ธรรมชาติที่งดงามเหมือนพื้นผิวดวงจันทร์ที่แปลกตา แวดล้อมด้วยเทือกเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมแม้ในหน้าร้อน เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านและปั๊มน้ำมันที่อยู่สูงที่สุดในโลก ท่านจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวัฒนธรรม ธิเบตและลาดักห์โดยรอบ พาท่านผ่านเส้นทางที่สวยที่สุดเส้นหนึ่ง ชมช่องเขาโรทัง (Rohtang Pass) ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,980 เมตร ซึ่งจะเปิดให้ผ่านทางตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนพฤศจิกายนเท่านั้น เนื่องจากอากาศที่เลวร้าย และพายุหิมะ ช่องเขาโรทังเป็นพรมแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่างหุบเขาคุลลู และหุบเขาราหุล - สปิติ ซึ่งทำให้ภูมิประเทศและภูมิอากาศของทั้ง 2 หุบเขาแตกต่างกัน ส่วนของหุบเขาคุลลู ซึ่งอยู่ทางใต้จะมีความชุ่มชื้น ที่นี่เป็นแหล่งอารยธรรมฮินดู ส่วนหุบเขาราหุล สปิติ อยู่ทางเหนือ มีลักษณะที่แห้งแล้งและเป็นเขาสูง เป็นแหล่งวัฒนธรรมของศาสนาพุทธ ช่องเขาโรทังมีแม่น้ำบีอัสและชีนับไหลผ่าน เป็นเส้นทางการค้าโบราณที่เก่าที่สุดและใช้ผ่านทางบ่อยที่สุดในพื้นที่แถบนี้ 

กลางวัน

แวะรับประทานอาหารกลางวันระหว่างทาง

บ่าย

นำท่านผ่าน ช่องเขาคุนซุม (Kunzum Pass) ที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 4,551 เมตร ประตูสู่หุบเขาสปิติ พื้นที่ที่แห้งแล้ง ด้วยปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยเพียง 170 มม. หรือ 6.7 นิ้วต่อปีเท่านั้น แต่ทิวทัศน์ของภูมิประเทศกลับสวยงามตระการตาจนยากจะลืมเลือน ชม ธารน้ำแข็งบาราสิกรี เจดีย์พุทธและธงมนตราที่ห้อยระย้าสีสันสดใส ยามเมื่อลมพัดผ่าน ดั่งพาคำสวดมนต์ให้ปลิวกระจายปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขาสปิติ หุบเขาสปิติ (Spiti Valley) พื้นที่ห่างไกลจากโลกภายนอกในเทือกเขาหิมาลัย อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคว้นหิมาจัลประเทศ คำว่า สปิติแปลว่า พื้นที่ตรงกลางหรือ “The Middle Land” นั่นคือ อยู่ตรงกลางระหว่างธิเบตและอินเดีย นั่นเอง เป็นพื้นที่ภูเขาทะเลทรายที่แห้งแล้ง แทบไม่มีฝน และมีหิมะปกคลุมถึง 8 เดือนต่อปี ดินแดนนี้มักรู้จักกันในนาม ธิเบตน้อยซึ่งแต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนาริส กอซซุม (Nariss Korssum) หรือ ธิเบตตะวันตก และได้มาเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 ที่นี่มีพระอารามพุทธที่เก่าแก่ที่สุด ซุกซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ดินแดนที่ซ่อนเร้นนี้เพิ่งเปิดสู่สายตาของชาวโลกเมื่อไม่นานมานี่เอง ด้วยภูมิประเทศที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงและภูมิอากาศที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ -28 ถึง 28 องศาเซลเซียส ทำให้ดินแดนแถวนี้มีประชากรอยู่อย่างไม่มากนัก และยังคงรักษาวัฒนธรรมพุทธศาสนาสายธิเบตไว้ได้อย่างเหนียวแน่น หุบเขาสปิติได้ชื่อมาจากแม่น้ำสปิติ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากช่องเขาคุนซุม แม้ว่าดินแดนแถบนี้จะแห้งแล้ง แต่พื้นที่ริมแม่น้ำสปิติก็อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งปลูกข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี และถั่ว ว่ากันว่าถั่วที่ปลูกที่นี่เป็นถั่วที่ดีที่สุดของอินเดีย และถูกส่งออกขายต่างประเทศด้วย

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

นำเข้าสู่ที่พัก โรงแรม Hotel Spiti Sarai หรือเทียบเท่า

วันที่ห้า :  คาซ่า - อารามสงฆ์กีร์ - หมู่บ้านคิบเบอร์

เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

 นำท่านชม อารามสงฆ์กีร์ (Ki Monastery) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองคาซ่า 12 กม. เป็นพระอารามพุทธที่เก่าและใหญ่ที่สุดในหุบเขาสปิติ ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 4,116 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในจุดชมวิวที่สวยที่สุด สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 โดย ริงเชน ซังโป แต่ก็ได้มีการบูรณะใหม่หลายครั้ง เนื่องจากถูกรุกรานโดยชาวลาดักห์ และพวกซิกข์ และยังเกิดแผ่นดินไหวในปี 1975 ซึ่งได้ทำลายวิหารเสียหายไปบางส่วน แต่ก็ได้รับการบูรณะจนงดงามดังเดิม วิหารกีร์เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของสถาปัตยกรรมวัด ซึ่งพัฒนาในช่วงศตวรรษที่ 14 ที่ได้รับอิทธิพลจากจีน มีห้องและระเบียงทางเดินสลับซับซ้อนดังเขาวงกต ครั้งหนึ่งที่นี่เคยใช้เป็นป้อมปราการด้วย ปัจจุบันเป็นศูนย์ฝึกอบรมทางพุทธศาสนา นิกายเกลุกปะ สำหรับลามะ และเป็นที่เก็บรักษาผ้าทังก้าโบราณ หรือ ภาพพระบสที่มีค่าหายากด้วย 

กลางวัน

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

 

ชม หมู่บ้านคิบเบอร์ (Kibber Village) ซึ่งอยู่ห่างไป 9 กม. เป็นหมู่บ้านที่อยู่สูงที่สุดในโลกที่รถขึ้นถึง ในระดับความสูง 4,205 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล สัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่เป็นมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับผู้มาเยือน และอยู่กันอย่างพอเพียงด้วยการทำการเกษตร เพาะปลูกข้าวบาร์เลย์ และถั่ว ชมหมู่บ้านในสไตล์ธิเบตที่มีเสน่ห์ ท่ามกลางท้องฟ้าสีครามใส

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

นำเข้าสู่ที่พัก โรงแรม Hotel Spiti Sarai หรือเทียบเท่า

วันที่หก : คาซ่า อารามสงฆ์ดังการ์ อารามสงฆ์ลาลุง - ตาโบ

เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

นำท่านเดินทางสู่ เมืองตาโบ (Tabo) ระยะทาง 48 กม. ใช้เวลาประมาณ 6 ชม. บนเส้นทางที่คดเคี้ยวไปตามไหล่เขา เพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ที่งดงามดั่งสวรรค์บนดิน และแปลกตาดั่งอยู่บนดวงจันทร์ ระหว่างทางแวะเที่ยวชม อารามสงฆ์ดังการ์ (Dhangkar Monastery) วัดในพุทธศาสนานิกายเกลุกปะ หรือ นิกายหมวกเหลือง ที่มีผู้นำในปัจจุบันคือองค์ดาไล ลามะ ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของธิเบตด้วย อารามสงฆ์ดังการ์มีอายุกว่าพันปี สร้างบนความสูง 3,894 เมตร ในหุบเขาสปิติ คำว่า “Dhang” แปลว่า หน้าผาและคำว่า “kar” แปลว่า ป้อมปราการดังนั้น “Dhangkar” จึงแปลว่า ป้อมปราการบนหน้าผานั่นเอง ในอดีตอารามสงฆ์ดังการ์ เคยใช้เป็นป้อมปราการด้วย ปัจจุบันใช้เป็นโรงเรียนเผยแพร่ศาสนาพุทธนิกายเกลุกปะแบบธิเบต มีพระจำพรรษาประมาณ 150 ท่าน จากนั้นชม อารามสงฆ์ลาลุง (Lalung Monastery) หนึ่งในอารามสงฆ์ที่เก่าที่สุดที่พบในหุบเขาสปิติ สร้างโดย รินเชน ซังโป ในปลายศตวรรษที่ 10 อยู่ในระดับความสูง 3,658 เมตร คำว่า “Lalung” แปลว่า “Land of the Gods” หรือ ดินแดนแห่งพระผู้เป็นเจ้า นั่นเอง ชมรูปปั้นพระไวโรจนะที่งดงาม และภาพเขียนสีภายในวิหาร

กลางวัน

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

 

ออกเดินทางต่อสู่ เมืองตาโบ (Tabo) เมืองเล็กๆ ในหุบเขาสปิติ ที่อยู่ในระดับความสูง 3,280 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รายรอบด้วยวัดในพุทธศาสนา ที่มีอายุมากกว่า 1,000 ปี แม้แต่องค์ดาไล ลามะ ยังแสดงความปรารถนาจะมาประทับที่นี่ในบั้นปลายของชีวิต เพราะเชื่อว่าอารามสงฆ์ตาโบ เป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ในปี 1996 องค์ดาไล ลามะ ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองครบรอบสหัสวรรษของอารามสงฆ์ตาโบ ซึ่งมีชาวพุทธจากทั่วโลกมาร่วมงานที่นี่ด้วย ชม มรดกโลก อารามสงฆ์ตาโบ (Tabo Monastery) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 10 โดย รินเชน ซังโป ในพื้นที่ที่แห้งแล้งและหนาวเย็น บนความสูง 3,050 เมตร ตัวอาคารสร้างด้วยอิฐ ในปี 1975 ได้เกิดแผ่นดินไหว ทำให้ตัวอารามเก่าพังเสียหาย จึงได้สร้างตัวอารามขึ้นใหม่ในปี 1983 ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียก หรือเฟรสโกที่งดงามหาชมได้ยาก และที่นี่ยังเป็นที่เก็บรักษาภาพทังก้า หรือภาพพระบสที่สวยงามอีกด้วย ปัจจุบันมีพระลามะอยู่ที่นี่ 60 ท่าน 

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

นำเข้าสู่ที่พัก โรงแรม Dewachen Tabo Hotel หรือเทียบเท่า

วันที่เจ็ด : ตาโบ - คัลปา - แซงลา

เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

ออกเดินทางสู่ เมืองแซงลา (Sangla) ระยะทาง 218 กม. ใช้เวลาประมาณ 10 ชม. ระหว่างทาง แวะเที่ยวชม หมู่บ้านนาโก้ (Nako Village) หมู่บ้านสวย สงบงามริมทะเลสาปนาโก้ ในเขตคินนัวร์ (Kinnaur) ตั้งอยู่ในระดับความสูง 3,662 เมตร อิงแอบแนบชิดอยู่ในอ้อมกอดของเทือกเขาเรียว เพิร์คยัล ที่สูง 6,816 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุดในแคว้นหิมาจัลประเทศ ชมทะเลสาปนาโก้ ที่ร่มรื่นสวยงาม ด้วยต้นวิลโลว์และต้นป๊อปล่าห์ เพลิดเพลินกับทัศนียภาพตระการตาของเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุม ทุ่งดอกไม้ ไร่ถั่ว บ้านเรือนแปลกตา จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีสถานที่สวยงามแบบนี้บนพื้นพิภพ สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้าน และรอยยิ้มของเด็กน้อยที่มีให้กับผู้มาเยือน หมู่บ้านนาโก้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ของชาวพุทธธิเบต ที่มีศาสนสถานอยู่ถึง 7 แห่ง และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 11 และมีรอยพุทธบาทของคุรุ รินโบเช อยู่ด้วย

กลางวัน

รับประทานอาหารกลางวัน ระหว่างทาง

บ่าย

ออกเดินทางต่อ ระหว่างทางแวะเที่ยว เมืองคัลปา (Kalpa) ในหุบเขาคินนัวร์ เมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนความสูง 2,960 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีอายุย้อนหลังไปมากกว่าสองพันปี เดิมมีชื่อว่า ชินี่ตามตำนานกล่าวว่า เมืองชินี่ เปรียบเสมือนเป็นพระราชวังฤดูหนาวขององค์พระศิวะ ในทุกฤดูหนาว พระองค์จะเสด็จจากหิมาลัย มาประทับที่นี่ เสพสุขกัญชาอย่างมีความสุข และในสมัยอาณานิคม ชาวอังกฤษก็นิยมมาพักผ่อนที่นี่ ด้วยทิวทัศน์ที่งดงามและเงียบสงบ นอกจากนั้น ที่นี่ยังเคยเป็นเส้นทางการค้าโบราณของอินโดจีนด้วย ชม หมู่บ้านคัลปา (Kalpa Village) หมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา ล้อมรอบด้วยไร่แอปเปิ้ล ทุ่งดอกไม้ และลำธารใส ชมทิวทัศน์ของยอดเขาคินนัวร์ ไกรลาส ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สูง 6,050 เมตร ที่งดงามดังสวรรค์บนดิน แวะชมวัดฮินดูที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่นในหมู่บ้าน มีเอกลักษณ์เฉพาะในด้านงานฝีมือแกะสลักไม้ได้อ่อนช้อยงดงาม และวัดพุทธแบบธิเบตเก่าแก่ ซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนเดียวกัน

 

เดินทางถึง เมืองแซงลา (Sangla) เมืองสวยในหุบเขาบาสป้า หรือหุบเขาแซงลาในเขตคินนัวร์ ตั้งอยู่บนความสูง 2,700 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าสน ไร่แอ๊ปเปิ้ล และสวนเชอร์รี่ ริมลำธารใส หุบเขาแซงลาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในหุบเขาที่สวยที่สุดในเทือกเขาหิมาลัย ที่ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นที่ประทับของพระเจ้าในภาษาธิเบต คำว่า “sang” แปลว่า แสงส่วนคำว่า “la” แปลว่า ทางผ่านดังนั้น “Sangla” จึงแปลว่า ทางเดินของแสงนั่นเอง

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ แคมป์ที่พัก 

 

นำเข้าสู่ที่พัก Kinner Camp ซึ่งเป็นเต้นท์ขนาดใหญ่ มีเครื่องอำนวยความสะดวก และห้องน้ำบริการ

วันที่แปด : แซงลา - รามปูร์ - ซิมลา

เช้า

รับประทานอาหารเช้า ณ แคมป์ที่พัก

 

ออกเดินทางสู่ เมืองซิมลา ระยะทาง 250 กม. ใช้เวลาประมาณ 10 ชม. ระหว่างทาง แวะเที่ยว เมืองรามปูร์ () เมืองสวยริมฝั่งแม่น้ำซัลเลจ บนความสูง 1,350 เมตร เป็นเส้นทางการค้าโบราณที่สำคัญบนเส้นทางฮินดูสถานไฮเวย์ ธิเบต สู่อัฟกานิสถาน, ลาดักห์, จีน และธิเบต ในปัจจุบันรามปูร์ก็เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดของเมืองซิมลา และมีการจัดงานการค้าที่ยิ่งใหญ่ทุกปี ที่เรียกว่า “Lavi Fair” ในช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี งานนี้เป็นงานใหญ่ที่สุดในอินเดียเหนือ มีพ่อค้าจากหลากหลายที่เอาของมาขาย ทั้งพืชผักผลไม้ เสื้อผ้า งานหัตถกรรม รวมไปถึงปศุสัตว์ด้วย ของขึ้นชื่อที่ใครมาที่เมืองนี้ ต้องซื้อกลับไป นั่นคือ ผ้าคลุม หรือผ้าห่ม ที่ทอด้วยมือ ซึ่งทั้งนุ่มและอุ่นมาก 

กลางวัน

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

บ่าย

ชม วัดสุริยะ (Sun Temple) วัดโบราณที่มีชื่อเสียง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สร้างในรูปแบบนาคาระ (Nagara Style) เป็นหนึ่งในสองวัดของอินเดีย ที่อุทิศให้แก่พระ ซูยานารายัน (Lord Suryanarayan)

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

นำเข้าสู่ที่พัก โรงแรม Hotel Spring Fields หรือเทียบเท่า

วันที่เก้า : ซิมลา

เข้า

รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

เมืองซิมลา (Shimla) เป็นเมืองหลวงของรัฐหิมาจัลประเทศ (Himachal Pradesh) ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งที่อยู่ในเขตเทือกเขาหิมาลัย เป็นรัฐชายแดนของอินเดีย ที่มีพื้นที่ติดต่อกับธิเบตทางทิศตะวันออก เมืองซิมลาเป็นเมืองที่อังกฤษใช้เป็นเมืองหลวงฤดูร้อน (Summer Capital) ในสมัยที่ปกครองอินเดีย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1864 ตั้งอยู่บนความสูง 2,205 เมตร ในอดีตซิมลาเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเนปาล ซึ่งถูกเรียกว่า Shyamala (ชื่ออีกชื่อหนึ่งของเทพเจ้ากาลี) เป็นเมืองที่มีความเป็นสหราชอาณาจักรแทรกซึมอยู่มากมาย ทั้งสถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเมือง เป็นที่รู้จักในชื่อ เมืองแห่งรีสอร์ทหรือ “Hill Resort” เป็นสถานที่ตากอากาศของชาวอินเดีย เพราะอากาศดีในฤดูร้อน และทัศนียภาพสวยงามมากในฤดูหนาว นอกจากนั้น ในฤดูใบไม้ผลิยังสะพรั่งด้วยดอกไม้หลากสีสัน นานาพันธุ์ ทำให้เมืองซิมลา เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดปี เดินทางสู่สถานีรถไฟซิมลา เพื่อขึ้นรถไฟ Toy Train รถไฟสายมรดกโลก ลัดเลาะไปตามหุบเขา ผ่านป่าสน หมู่บ้าน ทุ่งหญ้า ดอกไม้ป่า ฟังเสียงนกร้องขับขานในระหว่างทาง จากนั้น นำท่านเที่ยวเมืองซิมลา ชม วังของท่านอุปราชชาวอังกฤษ (Viceregal Lodge) สร้างในปี ค.ศ. 1884 – 1888 ในรูปแบบ Elizabethan style ของสถาปัตยกรรมแบบ English Renaissance เพื่อเป็นที่พำนักของท่านอุปราชและประธานาธิบดีของอินเดีย ผู้ที่พักคนแรก คือ ท่านลอร์ด ดุฟฟิรีน (Lord Dufferin) ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสถาบันการศึกษาค้นคว้าแห่งอินเดีย (Indian Institute of Advances Studies) จากนั้น พาท่านออกกำลังกายด้วยการเดินขึ้นบันไดไปชม วัดจาโก (Jakho Temple) ที่อยู่บนเขาที่สูงที่สุดของเมืองซิมลา ในระดับความสูง 2,455 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของเมืองซิมลา ระหว่างทางขึ้นสู่วัด ท่านจะเพลิดเพลินกับธรรมชาติที่งดงามด้วยต้นไม้และป่าเขา ล้อมรอบด้วยเทือกเขาหิมาลัยเป็นฉากหลัง วัดจาโกสร้างอุทิศแด่องค์หนุมาน (Lord Hanuman) ทหารเอกในมหากาพย์รามายณะ ตามตำนานกล่าวว่า หนุมานได้มาพักที่นี่ ในระหว่างทางที่มาเอาสมุนไพรจากหิมาลัย เพื่อไปรักษาพระลักษณ์ ที่นี่จึงมีลิงอยู่เป็นจำนวนมาก

กลางวัน

รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

บ่าย

นำท่านชม โบสถ์คริสต์ (The Christ Church) หนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองซิมลา เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศ่สตร์ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมแนวโกธิค ที่ประดับด้วยกระจกสีสันต่างๆ อย่างสวยงาม สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1846 - 1857 จากนั้น พาท่านเดินเล่นดื่มด่ำบรรยากาศที่ ถนนเดอะมอลล์ (The Mall) ถนนเส้นหลักของเมือง ซึ่งเป็นย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญ มีสถานที่สำคัญหลายแห่งตั้งอยู่บนถนนสายนี้ รวมทั้งร้านอาหาร ภัตตาคารโรงแรม และร้านขายของที่ระลึกต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีอาคารเก่าแก่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแนวอาณานิคม รวมไปถึงสถานที่ทำการของเทศบาลเมืองซิมลาด้วย ชลานซุบซิบ (Scandal Point) เป็นสถานที่ที่นิยมของหนุ่มสาวอินเดียมาแต่โบราณ แรงดึงดูดของลานซุบซิบมากถึงขนาดที่มหาราชายังต้องเดินทางเข้ามาซึมซับบรรยากาศด้วยตนเอง จนได้รับการกล่าวขานไปทั่วเมือง พาท่านไปช๊อปปิ้งที่ ตลาด Lower Bazaar แหล่งช๊อปปิ้งที่มีร้านค้ามากมายตลอดสองข้างถนนและตรอกซอกซอย เพลิดเพลินกับการต่อรองราคาสินค้า ช๊อปปิ้งสินค้าหลากหลาย เก็บภาพสีสันและบรรยากาศของผู้คน

ค่ำ

รับประทานอาหารค่ำ ณ ห้องอาหารของโรงแรม

 

นำเข้าสู่ที่พัก โรงแรม Hotel Spring Fields หรือเทียบเท่า

วันที่สิบ : ซิมลา คัลกา - เดลี กรุงเทพฯ

เช้าตรู่

นำท่านออกเดินทางแต่เช้าตรู่สู่ เมืองคัลกา (Kalka) ระยะทาง 41 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. เพื่อขึ้นรถไฟกลับกรุงเดลี รับประทานอาหารเช้าบนรถไฟ

06.20 น.

ถึงสถานีรถไฟเมืองคัลกา ขึ้นรถไฟสาย Shatbadi Express สู่ กรุงเดลี

10.25 น.

ถึงกรุงเดลี นำท่านเดินทางไปสนามบิน เพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ

13.50 น.

ออกเดินทางสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบิน Air India เที่ยวบินที่ AI 332 รับประทานอาหารกลางวันบนเครื่อง แล้วพักผ่อนตามอัธยาศัย 

19.35 น.

เดินทางถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ / กรุงเทพ ฯ โดยสวัสดิภาพ

อัตราค่าบริการ และเที่ยวบินการเดินทาง 

ราคาต่อท่านสำหรับเดินทางวันที่ :

อัตราค่าบริการทัวร์ ราคาต่อท่าน
ผู้ใหญ่ พักห้องคู่ (ห้องละ 2 ท่าน) ราคาท่านละ  
ผู้ใหญ่ พัก 3 ท่าน 1 ห้อง  
พักห้องเดี่ยว เพิ่มท่านละ  
เด็ก (อายุไม่เกิน 12 ปี) 1 ท่าน พักกับผู้ใหญ่ 1 ท่าน  
เด็ก (อายุไม่เกิน 12 ปี) 1 ท่าน พักกับผู้ใหญ่ 2 ท่าน (เสริมเตียง)  
ในกรณีไม่ใช้ตั๋วเครื่องบิน ลดท่านละ   
ชั้นธุรกิจเพิ่มเงินจากราคาทัวร์ เริ่มต้นที่ท่านละ(ราคาสามารถยืนยันได้ก็ต่อเมื่อที่นั่ง confirm เท่านั้น)  
***   ราคาไม่รวมวีซ่า ค่าธรรมเนียมวีซ่าท่านละ 5,500 บาท   ***

 

อัตราค่าบริการรวม 1.ค่าตั๋วเครืองบินไปกลับ กรุงเทพ - อินเดีย - กรุงเทพ ฯ โดยสายการบิน แอร์ อินเดีย

2.ค่าโรงแรมที่พัก 9 คืน (พักห้องละ 2 ท่าน )

3.ค่าอาหารทุกมื้อพร้อมอาหารว่างและเครื่องดืม 

4.ค่ารถปรับอากาศนำเที่ยว

5.คาประกันอุบัติเหตุ วงเงิน 1,000,000 บาท 

6.ค่าภาษีสนามบินไทย + ค่าภาษีสนามบินอินทิรา คานธี

7.ค่าวีซ่าและค่าธรรมเนียมเข้าชมสถานที่ต่างๆ 
  8.ค่ามัคคุเทศก์นำเที่ยวตลอดการเดินทาง

9.ค่าทิปบริการยกกระเป๋าของทุกโรงแรม
 ประกันภัย  วงเงิน 1,000,000 บาท  รักษาพยาบาล 500,000 บาท 
ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะอุบัติเหตุจากการเดินทางไม่รวมเจ็บไข้  ป่วย ไข้ชัก หรือท้องเสีย อาหารเป็นพิษ
ค่าบริการไม่่รวม 1.ค่าน้ำหนักเกินพิกัดตามที่สายการบินกำหนด 20กิโลกัรม
  -ค่าทิป 2.ค่าทิปไกด์และคนขับอินเดีย ( ประมาณ วันละ 200  บาท ต่อท่าน ) 
 - ค่ายกกระเป๋า 3.ค่ายกกระเป๋าที่โรงแรม  ครั้งละ ____ รูปี

4.ค่าทิปหัวหน้าทัวร์จากเมืองไทย (วันละ 50 บาท 4 วัน รวม 200 บาท )
  5.ค่าทำหนังสือเดินทาง

6.ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ เช่นค่าโทรศัพท์ ค่าเครื่องดื่มมินิบาร์ ค่าซักรีด เป็นต้น

7.ค่าอาหารที่ไม่ได้ระบุในรายการ

8..ค่าใบอนุญาตให้กลับเข้าประเทศไทยในกรณีคนต่างด้าว

9.ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม   7% ในกรณีต้องการใบกำกับภาษีและค่าบริการหักณที่จ่าย  3%
การจองและชำระเงิน กรุณาจองล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน 
1.  ค่ามัดจำทัวร์  ชำระทันทีที่จองทัวร์ ท่านละ 10,000 บาท 
2.   ชำระค่าทัวร์ที่เหลือ   จำนวน                                 บาท   ภายในวันที่                
   จำนวน                                 บาท   ภายในวันที่
 คลิกจองทัวร์   
หมายเหตุ ค่าบริการทีเหลือทางบริษัท ฯ เรียกเก็บก่อนการเดินทาง 20 วัน 
ทั้งนี้บริษัทสำรองจ่ายค่าที่พักและตั่วเครื่องบิน มิฉะนั้นถือว่าท่านยกเลิกโดยอัตโนมัติ
เงื่อนไขการบริการ  
1.จองทัวร์และชำระเงินตามเงื่อนไข 
  แจ้งยกเลิกไม่น้อยกว่า 30 วัน  คืนเงินค่าทัวร์โดยหักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามจริง
  แจ้งยกเลิกทัวร์ไม่น้อยกว่า 15 วัน หักค่าทัวร์ 50 %
  แจ้งยกเลิกทัวร์น้อยกว่า 15 วัน เก็บค่าทัวร์เต็มทุกกรณี 
2.บริษัทขอขอสงวนสิทธิ์ยกเลิกการเดินทางล่วงหน้า 14 วัน  กรณีไม่สามารถจัดกรู๊ปได้ 15 ท่านหรือจัดกรุ๊ปไม่มีหัวหน้าทัวร์
3.กรณีกรุ๊ปยกเลิก บ.ยินดีคืนค่าทัวร์ให้ทังหมดยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าที่ได้ชำระทางสถานทูตแล้ว 
4.บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการในทัวร์นี้ เมื่อเกิดเหตุจำเป็นสุดวิสัยจนไม่อาจแก้ไขได้ และจะไม่รับผิดชอบใดๆ ในกรณีที่สูญหาย สูญเสีย หรือได้รับบาดเจ็บที่นอกเหนือความรับผิดชอบของหัวหน้าทัวร์และอุบัติเหตุสุดวิสัยบางประการ เช่น การนัดหยุดงาน, ภัยธรรมชาติ, การจลาจลต่างๆ เป็นต้น
5.บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมดกรณีท่านยกเลิกการเดินทางและมีผลทำให้คณะเดินทางไม่ครบตามจำนวนที่บริษัทฯกำหนดไว้ (15ท่านขึ้นไป) เนื่องจากเกิดความเสียหายต่อทางบริษัทและผู้เดินทางอื่นที่เดินทางในคณะเดียวกัน บริษัทต้องนำไปชำระค่าเสียหายต่างๆที่เกิดจากการยกเลิกของท่าน
6.กรณีเจ็บป่วย จนไม่สามารถเดินทางได้ ซึ่งจะต้องมีใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลรับรอง บริษัทฯ จะทำการเลื่อนการเดินทางของท่านไปยังคณะต่อไป แต่ทั้งนี้ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถเรียกคืนได้คือ ค่าธรรมเนียมในการมัดจำตั๋ว และค่าธรรมเนียมวีซ่าตามที่สถานทูตฯ เรียกเก็บ ในกรณีที่ไม่สามารถเดินทางได้
7.กรณียื่นวีซ่าแล้วไม่ได้รับการอนุมัติวีซ่าจากทางสถานฑูต (วีซ่าไม่ผ่าน) และท่านได้ชำระค่าทัวร์หรือมัดจำมาแล้ว ทางบริษัทฯ คืนค่าทัวร์หรือมัดจำให้ แต่ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการหักค่าบริการยื่นวีซ่า,ค่าวีซ่า และค่าใช้จ่ายบางส่วนที่เกิดขึ้นจริงเป็นกรณีไป (อาทิ กรณีออกตั๋วเครื่องบินไปแล้ว หรือได้ชำระค่าบริการในส่วนของทางเมืองนอก เช่น โรงแรม ตั๋วรถไฟ ฯลฯ ไปแล้ว) ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการหักเก็บค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นแล้วกับท่านเป็นกรณีไป
8.กรณีวีซ่าผ่านแล้ว แจ้งยกเลิกก่อนหรือหลังออกตั๋วโดยสาร บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการ ไม่คืนค่าทัวร์ทั้งหมด
9.กรณีวีซ่าผ่านแล้ว แต่กรุ๊ปออกเดินทางไม่ได้ เนื่องจากผู้เดินทางท่านอื่นในกลุ่มโดนปฏิเสธวีซ่า หรือไม่ว่าด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการหักเก็บค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นแล้วกับท่านเป็นกรณีไป
10.กรณีผู้เดินทางไม่สามารถเข้า-ออกเมืองได้ เนื่องจากเอกสารปลอมหรือการห้ามของเจ้าหน้าที่ไม่ว่าเหตุผลใดๆ ก็ตามทางบริษัทของสงวนสิทธิ์ในการ ไม่คืนค่าทัวร์ทั้งหมด
11.ยกเว้นกรุ๊ปที่เดินทางช่วงวันหยุดหรือเทศกาลที่ต้องการันตีมัดจำกับสายการบินหรือค่ามัดจำที่พักโดยตรงหรือโดยการผ่านตัวแทนในประเทศหรือต่างประเทศและไม่อาจขอคืนเงินได้ รวมถึงเที่ยวบินพิเศษเช่น Extra Flight และ Charter Flight จะไม่มีการคืนเงินมัดจำ หรือค่าทัวร์ทั้งหมดเนื่องจากค่าตั๋วเป็นการเหมาจ่ายในเที่ยวบินนั้นๆ
12.สำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้ถือหนังสือเดินทางไทย และทางบริษัทฯเป็นผู้ยื่นวีซ่าให้ เมื่อผลวีซ่าผ่านแล้วมีการ
ยกเลิกการเดินทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการคืนค่ามัดจำทั้งหมด
13.เมื่อออกเดินทางพร้อมคณะแล้ว ท่านงดใช้บริการใดบริการหนึ่ง ไม่ทานอาหารบางมื้อ ไม่เที่ยวตามรายการ ถือว่าท่านสละสิทธิ์ไม่สามารถเรียนร้องส่วนลดค่าบริการและเงินมัดจำคืนไม่ว่าในกรณีใดๆทั้งสิ้น
14.เมือท่านตกลงชำระเงินไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด ถือว่าท่านได้เงื่อนไขข้อตกลงตามที่ได้ระบุไว้ดีแล้ว 

 




ทัวร์อินเดีย

IND 09 เลห์ ลาดัคห์ 7 วัน เทือกเขาหิมาลัย เลห์ เฮมิส ลามายูรู ทะเลสาปพันกอง สายการบินแอร์อินเดีย
IND 05 ทัวร์อินเดีย ถ้ำอชันต้า ถ้ำแอโลร่า มรดกโลก ไหว้พระพิฆเนศ เมืองปูเน่ วัดพระศรีมหาคณปติ องค์ทัคฑุเสฐ 4 วัน 3 คืน สายการบินSPICE JET
IND 08 เจาะลึกสังเวชนียสถาน อินเดีย เนปาล ปัตนะ กุสินารา มกุฎพันธเจดีย์ ลุมพินี มายาเทวีวิหาร สาวัตถี วัดเชตะวัน 8 วัน 7 คืน โดยสายการบินแอร์อินเดีย
IND 03 นมัสการสังเวชนียสถาน 9 วัน 7 คืน สายการบินสไปท์เจ็ท article
IND 01 เดลลี ทัชมาฮาล อัคราฟอร์ด ชัยปูร์
IND04 สุดยอดโรแมนติค แคชเมียร์ ศรีนาคา โซนามาร์ค กุลมาร์ค สวนชาลิมาร์ ทะเลสาบดาล และ ทัชมาฮาล 8 วัน สายการบิน JET AIRWAYS
IND10 อินเดียใต้ เชนไน เทวาลัยไกรลาส มาฑูไร มัลดีฟส์ 11 วัน สายการบิน SRILANKA AIRLINE article
IND11 อัมริตสา ธรรมศาลา มะนาลี ซิมลา 8วัน 7 คืน สายการบิน Jet Airways article
IND20 ทัวร์ศรีนาคา ซันสการ์ เลห์ ลาดัก
IND12 ทัวร์ธรรมศาลา มะนาลี ชิมลา ฤษีเกศ หริทวาร์ ขชุรโห ออชา 12 วัน 11 คืน สายการบิน Jet Airways article



Top Asia Holidays, เดินทางอย่างมีระดับ ท็อปเอเซียฮอลิเดย์

บริษัท ท็อป เอเชีย ฮอลิเดย์ .
ที่อยู่ :  36 กาญจนาภิเษก      รหัสไปรษณีย์ : 10150
เบอร์โทร :  02 416 4988      มือถือ :0830862117  
อีเมล : info@topasiaholidays.com
เว็บไซต์ :www.TopAsiaholidays.com

LINE : topasiaholidays